วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

ปะการัง

ปะการัง







 ปะการัง

ปะการังเป็น สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ในทะเล ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลน้ำตื้น ระดับที่แสงสว่าง ส่องลงไปถึง และไม่พบใน แหล่งน้ำจืดเลย ปะการังทั่วโลก มีจำนวนรวมกัน ประมาณ 700 ชนิด และพบในทะเลไทยประมาณ 350 ชนิด ปะการัง มีรูปร่างเป็น ทรงกระบอก ด้านบนมีปากอยู่ตรงกลาง และมีหนวดจำนวนมาก เรียงราย อยู่โดยรอบ และ เรียกชื่อลักษณะดังกล่าวนี้ว่า "โฟลิป" ( polyp ) ปะการังส่วนใหญ่ อาศัยอยู่รวมกัน เป็นกลุ่มและมีเนื้อเยื่อ ติดต่อถึงกัน ซึ่งเรียกว่า โคโลนี (colony) 

ปะการังมีโครงค้ำจุนร่างกาย เป็นสารประกอบ จำพวกหินปูน เมื่อตัวปะการังตายแล้ว จึงเหลือแต่โครงเป็นช่องๆ ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของ แต่ละโพลิปนั่นเอง ตัวอย่างของ ซากปะการังชนิดนี้ คือปะการังผึ้ง ซึ่งอาศัยอยู่รวมกันเป็นโคโลนี 
ปะการังเป็นสัตว์ในไฟลั่มไนดาเรีย (Cnidaria) ซึ่งมีเซลล์พิเศษ ทำหน้าที่สร้างเข็มพิษ เรียกว่า นีมาโตซีส ( ืnematocyst ) ลักษณะเป็นกระเปาะกลมภายในบรรจุน้ำพิษ มีท่อเป็น สายยาวใช้แทงเข้าไป ในเนื้อเยื่อหรือศัตรู น้ำพิษของปะการังนั้นมีพิษ น้อยมาก
ภายในเนื้อเยื่อของปะการัง มักมีสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็ก จำนวนมากอาศัยอยู่ จึงทำให้ ปะการังมีสีเขียวหรือ สีเหลืองทอง สาหร่ายเหล่านี้สังเคราะห์แสงได้แป้งและออกซิเจน เป็นประโยชน์ ต่อการดำรงชีพของปะการัง 
แนวปะการังที่พบใน ทะเลไทยเป็น แนวปะการังริมชายฝั่งน้ำตื้น พบอยู่บริเวณชายฝั่ง และรอบเกาะแก่งต่างๆ ทั้งในอ่าวไทย และทะเลอันดามัน หากเป็นช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูง น้ำทะเลจะท่วมแนว ปะการังที่ติดชายฝั่ง ประมาณ 3-4 เมตร โดยจะสังเกต แนวปะการังได้จากผิวทะเล 
ปะการังมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม แนวปะการัง เป็นระบบนิเวศน์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดใน ทะเล เพราะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งเพาะพันธุ์วางไข่ของสัตว์น้ำนานาชนิด เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ที่มนุษย์นำมาบริโภค แนวปะการังช่วยลด ความรุนแรง ของคลื่นที่ซัด เข้าสู่ชายฝั่ง แนวปะการัง มีความสวยงาม เหมาะสำหรับ การท่องเที่ยว ช่วยให้ เกิดรายได้แก่ ท้องถิ่น 
แนวปะการังมักถูกบุกรุก ทำลายโดยมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ เช่นการใช้ระเบิด จับปลา การทิ้งสมอเรือใน แนวปะการัง การเก็บหักปะการัง นำไป ประดับตอแต่ง การเหยียบย่ำ การทำเหมือแร่ริมชายฝั่ง ตลอดจนการ ปล่อยน้ำเสีย ลงสู่ชายฝั่งที่มีแนวปะการัง เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ เป็นการทำลาย สภาวะแวดล้อมของแนวปะการัง ให้เสื่อมโทรมลง 
การศึกษาถึงชนิดและ ประโยชน์ของปะการัง จะช่วยสร้างจิดสำนึก ให้ทุกคน ร่วมมือกันอนุรักษ์ แนวปะการัง เป็นแหล่งทรัพยากร ธรรมชาติ ที่มี คุณค่าและเป็นสมบัติของทุกคนไว้สืบไป

Credit By : 

เนื้อหา และ ภาพถ่าย:  รศ. สุรินทร์ มัจฉาชีพ
จาก CD-ROM เพื่อการศึกษา ปะการังใต้ทะเล ของบริษัท ไทยอินฟอร์เมชั่นพับลิชชิ่งซิสเต็มส์ จำกัด 

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

ฟอสซิล




ฟอสซิล "อสูรกายทะเล" ใหญ่ยักษ์สุดๆ แค่ครีบก็ 3 เมตร

เปรียบเทียบเฉพาะครีบของพีลิโอซอร์อย่างเดียวก็ยาวถึง 3 เมตร

บีบีซีนิวส์ - นักวิจัยนอร์เวย์เผยฟอสซิล "อสูรกายทะเล" ใหญ่ยักษ์สุดๆ ยาวได้ถึง 15 เมตร เฉพาะครีบก็ยาวถึง 3 เมตร ใช้ขากรรไกรขบรถเก๋งให้ขาดครึ่งได้สบาย ระบุสัตว์ดึกดำบรรพ์ยุคจูราสสิคนี้เป็นสัตว์เลื้อยคลานทางทะเลใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

นักวิทยาศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มหาวิทยาลัยออสโล (University of Oslo Natural History Museum) ในนอร์เวย์ เผยตัวอย่างฟอสซิลอายุ 150 ล้านปีซึ่งพบเมื่อปี 2549 ที่สปิทสเปอร์เกน (Spitspergen) เกาะในอาร์กติกซึ่งอยูในแนวเดียวกับหมู่เกาะสวัลบาร์ด (Svalbard) โดยสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ในยุคจูราสสิกนี้เป็นหนึ่งในสัตว์เลื้อยคลานทะเล 40 ชนิดจากกองฟอสซิลอีกมากมายที่ยังไม่พบในเกาะดังกล่าว

สัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า 
"อสูรกาย" (The Monster) และคาดว่าสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่นี้อาจมีความยาวจากจมูกถึงหาง 15 เมตร 
ภาพจำลองแสดงหน้าตาของพีลิโอซอร์

อสูรกายเลื้อยคลานที่พบเป็นชนิด "พีลิโอซอร์" (pliosaur) ซึ่ง ดร.จอร์น ฮูรัม (Dr.Jorn Hurum) ผู้อำนวยการคณะสำรวจดังกล่าวจากมหาวิทยาลัยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาออสโล เผยว่าตัวอย่างที่พบในสวัลบาร์ดนั้นมีขนาดใหญ่กว่าสัตว์เลื้อยคลานทะเลขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งเคยพบก่อนหน้านี้จากออสเตรเลียที่ชื่อโครโนซอรัส (Kronosaurus) อยู่ถึง 20%

เมื่อรวมกับส่วนเล็กๆ ที่หายไปส่วนครีบจะมีความยาว 3 เมตร ทั้งนี้เราได้ประกอบชิ้นส่วนกระดูกทั้งหมดที่ฐานปฏิบัติการของเราและเราก็ต้องประหลาดใจกันเองเพราะเราไม่เคยเห็นชิ้นส่วนเหล่านี้ประกอบเข้าด้วยกันมาก่อนเลย" ดร.ฮูรัมกล่าว
ภาพจำลองแสดงการล่าเหยื่อของพีลิโอซอร์ขณะจับไดโนเสาร์พันธุ์ "ทีโรซอร์" (pterosaur)
พีลิโอซอร์นั้นญาติคอสั้นของสัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์พันธุ์ "พลีซิโอซอร์" (plesiosaur) ซึ่งเป็นกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้วที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรระหว่างยุคของไดโนเสาร์ รูปร่างของพลีซิโอซอร์เป็นลักษณะหยดน้ำที่มีปีกอันทรงพลัง 1 คู่ซึ่งใช้คลื่อนตัวเองใต้น้ำ
 
"สัตว์เหล่านี้เป็นนักล่าที่ทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัว ถ้าคุณลองเปรียบเทียบกะโหลกของพีลิโอซอร์ขนาดใหญ่กับจรเข้ เป็นที่ชัดเจนว่าสัตว์ดึกดำบรรพ์มีโครงสร้างสำหรับกัดที่ดีกว่ามากๆ จากการเปรียบเทียบกับจรเข้คุณจะได้ขนาดกล้ามเนื้อใหญ่กว่า 3-4 เท่า จึงทั้งใหญ่กว่า มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่และแข็งแรงกว่า และมีขากรรไกรที่แข็งแกร่ง พิลิโอซอร์ขนาดใหญ่นั้นใหญ่โตพอที่งับรถเก๋งแล้วกัดให้ขาดออกเป็น 2 ท่อนได้" ริชาร์ด ฟอร์เรสต์ (Richard Forrest) นักบรรพชีวินวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องพลีซิโอซอร์กล่าว

การขุดซากฟอสซิลของทีมนักวิจัยนอร์เวย์ยังพบพลีซิโอซอร์ญาติคอยาวของพีลิโอซอร์ด้วย
ด้านแองเจลา มิลเนอร์ (Angela Milner) ผู้ดูแลด้านบรรพชีวินวิทยาในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในลอนดอน อังกฤษกล่าวว่า การค้นพบนี้ก็ช่วยคลายข้อสงสัยได้มากให้กับความรู้เเรื่องนักล่าทางทะเลที่อยู่อันดับบนสุดของห่วงโซ่อาหาร การที่พีลิโอซอร์เป็นสัตว์เลื้อยคลานและต้องไม่ใช่สัตว์เลือดอุ่นอย่างแน่นอนนั้นเป็นการพิสูจน์ที่ดีถึงทฤษฎีเกี่ยวกับแผ่นดินโลกเคลื่อนที่และภูมิอากาศโบราณ เมื่อ 150 ล้านปีมาแล้วสวัลบาร์ดไม่ได้ใกล้กับขั้วโลกเหนือนัก บริเวณดังกล่าวไม่มีน้ำแข็งปกคลุมและสภาพอากาศก็อบอุ่นกว่าในปัจจุบัน

ภาพขณะทีมสำรวจฟอสซิลจากนอร์เวย์ทำงานด้วยความยากลำบากท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ทารุณ

ฟอสซิลของ "อสูรกาย" ถูกขุดขึ้นมาเมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้วและถูกส่งไปยังพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในออสโล ซึ่งสมาชิกทีมในการค้นฟอสซิลสัตว์โบราณต้องเคลื่อนย้ายหินหนักหลายร้อยตันด้วยมือเปล่า ท่ามกลางลมพัดแรง หมอก ฝนและอุณหภูมิระดับเยือกแข็ง และการเผชิญการคุกคามจากการถูกจู่โจมโดยหมีขั้วโลก โดยสิ่งที่เขาเหล่านั้นค้นพบคือจมูก ฟันบางส่วน ปาก หลัง ไหล่และครีบที่เกือบจะสมบูรณ์ แต่โชคร้ายที่ส่วนหัววางอยู่ในตำแหน่งที่แม่น้ำไหลผ่าน ดังนั้นกะโหลกส่วนมากจึงถูกกระแสน้ำพัดหายไป
"พีลิโอซอร์" (pliosaur)
"พลีซิโอซอร์" (plesiosaur)



สร้างโดย: 
sss28280

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

ประวัติ เฮลโล คิตตี้

HELLO KITTY











ประวัติ เฮลโล คิตตี้


ผู้ที่ให้กำเนิด เจ้าเหมียวสีชมพูหวานแหววเป็นคนแรก คือ อีกูโกะ ชิมิซู ดีไซเนอร์ของบริษัทซานริโอ เธอออกแบบเอาไว้เมื่อปี 1974 ทว่า หลังจากที่สร้างเฮลโล คิตตี้ ขึ้นมาเพียงปีเดียว เธอก็ออกจากบริษัท และผู้ที่มารับหน้าที่เป็นดีไซเนอร์ให้ คิตตี้ คนที่สองต่อจากชิมูซู ก็คือ เซ็ตซูโกะ โยนิกูโบ ซึ่งรับช่วงต่อเป็นเวลา 5 ปี ก่อนที่จะส่งมอบหน้าที่ดังกล่าวมาให้ ยูโกะ ยามางูชิ ซึ่งยังคงเป็นดีไซเนอร์ให้กับเจ้าเหมียว คิตตี้มาจนถึงปัจจุบัน 

อันที่จริง หนูๆ ทั้งหลายจะเรียกคิตตี้ว่า เจ้าแมวน้อยไม่ได้แล้วนะ เพราะหากนับตั้งแต่วันที่เธอถือกำเนิดขึ้นมา (1 พฤศจิกายน 1974) จนถึงตอนนี้อายุอานามของเธอก็ปาเข้าไปจะ 32 ปีแล้ว คงจะเป็นคุณน้า คุณป้าแล้วกระมัง 

ที่เฮลโล คิตตี้ มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษก็เพราะว่า ในช่วงที่มันถูกสร้างขึ้นมานั้น กระแสนิยมในวัฒนธรรมแบบชาวผู้ดีเป็นที่คลั่งไคล้มากในหมู่เด็กสาวแดนปลาดิบ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดของบริษัทซานริโอ โดยชื่อคิตตี้ มาจาก ชื่อแมวตัวหนึ่งของ อลิซ ซึ่งเป็นตัวละครในหนังสือชื่อ "Through the Looking-Glass " ของ ลูว์อิส แคร์โรล 

เดิมที คิตตี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตราสัญลักษณ์ให้แก่ผลิตภัณฑ์ประเภทของใช้กระจุกกระจิกสำหรับเด็กสาว ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์เครื่องเขียน หรือกระเป๋าสตางค์ เป็นต้น 

แต่ปัจจุบัน ตราสัญลักษณ์รูปเจ้าเหมียวสีชมพูไม่มีปากตัวนี้ได้โผล่ไปปรากฏอยู่บนผลิตภัณฑ์แทบจะทุกชนิดเรียกได้ว่าตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบเลยทีเดียว ด้วยเพราะกระแสนิยมในตัวเจ้าเหมียวที่แพร่กระจายออกไปทั่วโลกนี่เองที่ทำให้ไม่ว่าบริษัทซาริโอ จะผลิตสินค้าตัวใหม่ตัวไหนออกมาสู่ตลาด ก็จะได้รับการตอบรับจากบรรดาคิตตี้แฟนคลับอยู่เสมอๆ 

กระแสนิยมในตัวคิตตี้ทำให้เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ตราสัญลักษณ์บนผลิตภัณฑ์ หากแต่เธอยังถูกจับให้เป็นตัวการ์ตูนที่มีชีวิต จิตใจ มีประวัติส่วนตัว ไม่ต่างจากตัวการ์ตูนยอดนิยมๆ ตัวอื่นๆ อีกด้วย 

การ์ตูนเฮลโล คิตตี้ เรื่องแรกสุด (Hello Kitty's Furry Tale Theatre) ออกอากาศเมื่อปี 1987 ก่อนที่ผู้ผลิตการ์ตูนทีวีชาวอเมริกันจะสร้างการ์ตูน "Hello Kitty and Friends" ออกมาเผยแพร่ทางช่องซีบีเอสในปี 1991 

จากนั้น ทางฝั่งญี่ปุ่นก็ได้สร้าง "Hello Kitty's Paradise" ที่มีความยาว 16 ตอนออกมา โดยออกอากาศระหว่างปี 1993 - 1994 และมีการนำไปแปลงเป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษ และออกอากาศในเดือนพฤศจิกายน 2002 

จากการ์ตูนทีวีนี่เอง ที่ทำให้เรารู้จักตัวตนที่แท้จริงของคิตตี้และครอบครัวมากยิ่งขึ้น จะมีซักกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วคิตตี้เกิดที่มหานครลอนดอนไม่ใช่กรุงโตเกียว และเธอยังมีพี่น้องฝาแฝดอีกหนึ่งตัว ชื่อว่า "มิมมี" นอกจากนี้ เธอยังมีคนรู้ใจแล้วด้วยชื่อว่า "เดียร์ ดาเนียล" ผู้ซึ่งได้มอบหนูแฮมสเตอร์ที่ชื่อว่า "ซูการ์" ให้แก่คิตตี้เป็นสัตว์เลี้ยงแทนใจ ทว่า คิตตี้ยังมีสัตว์เลี้ยงอีกตัวหนึ่งเป็นแมวน้อยขนปุยนามว่า "ชามมี" ซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับคิตตี้เป็นอย่างยิ่ง โดยจอร์จ ไวต์ ผู้เป็นพ่อของเธอเป็นผู้มอบให้

หอยนางรม









 หอยนางรม

ช้อมูลเกี่ยวกับหอยนางรม

หอยนางรมอาหารทรงคุณค่า สำหรับสุภาพบุรุษ หอยนางรม เป็นอาหารทะเลที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
เนื้อหอยนางรมนอกจากสามารถรับประทานสดๆ และปรุงอาหารได้หลายหลายแล้วยังนำมาแปรรูปเป็นอาหารสำเร็จรูปได้อีกด้วย หอยนางรมอุดมไป ด้วยคุณค่าทางอาหาร คือเป็นแหล่งของวิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง บีสาม ซี และดี การบริโภคหอยนางรม ตัวที่มีีขนาดกลาง 4-5 ตัว ช่วยให้ร่างกาย ได้รับแร่ธาตุและสารอาหารประเภท แร่เหล็ก คอปเปอร์ ไอโอดีน แมกนีเซียม แคลเซียม ซิงค์ แมงกานีส ฟอสฟอรัส โปรตีน และแคลซียม อย่างไรก็ตาม หอยนางรมดิบ อาจมีเชื้อแบคทีเรียปะปนอยู่ 
เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วแทนที่จะให้ประโยชน์ กลับทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น อาจทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย หรือ รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หอยนางรมกับสุขภาพทางเพศชาย ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศหรือสมรรถภาพทางเพศถดถอยเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ในปัจจุบันพบว่าผู้ชายมีความต้องการทางเพศน้อยลง
อันเนื่องมาจากความเครียด ภาวะบีบคั้นจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และหลายๆปัจจัยจากการวิจัยพบว่าความเครียดจะส่งผลให้เซลล์ต่างๆใน
ร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น ทำให้ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายหลั่งน้อยลงกว่าปกติและถ้าความเครียดถูกสะสมไว้นานๆ อาจมีผลทำให้การทำงานของ
อวัยวะในหลายๆระบบบกพร่องไปด้วย ซึ่งอวัยวะเพศ และความรู้สึกทางเพศนั้น มีส่วนสัมพันธ์กับความเครียดอย่างมาก ยิ่งความเครียดสูง
การหลั่งฮอร์โมนเพศจะลดลง ส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลงเป็นลำดับ หากปล่อยไว้นานไปจะมีผลทำให้อวัยวะ เพศเสื่อมสมรรถภาพได้
เนื่องจากกล้ามเนื้อในส่วนดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้งาน หอยนางรมมีสารประกอบสำคัญ คือ เทารีน (Taurine ) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของระบบ
ประสาท มีผลต่อการทำงานของต่อมหมวกไต ซึ่งมีหน้าที่หลั่งฮอร์โมนเพศ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานให้กับร่างกาย ทอรีนจะมีธาตุ
สังกะสี (Zinc) เป็นตัวส่งเสริมการออกฤทธิ์ให้ได้ผลดียิ่งดีขึ้น ซึ่งเราจะพบ Zinc ได้มากในหอยนางรม ดังนั้น หอยนางรมสามารถนำมาเป็น อาหาร
เพื่อส่งเสริมสุขภาพหรือสมรรถภาพทางเพศได้อย่างดีอีกด้วย
คุณสมบัติและสารประกอบที่พบในหอยนางรม
ทอรีน (Taurine) เป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้จัก ทอรีนนี้ มีความสำคัญยิ่งต่อกระบวนการต่างๆ ในร่างกายอย่างมาก โดยเฉพาะ ในสมองเพราะ
1. ทอรีนสามารถ ใช้ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง(Hypertension) โดยกลไกจะทำงานเกี่ยวข้องกับระบบ Renin-Angiotension ของไตซึ่งมี
หน้าที่ในการควบคุมความดันโลหิต
2. ทอรีนมีหน้าที่ ควบคุมการเข้าออกของอิออนต่างๆ จากเซลล์ ์เราจึง พบทอรีนมาก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งกระแส ประสาท เช่น สมอง
ส่วนกลางและพบมากในอวัยวะ ที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัส และแหล่ง รวมกระแสประสาททั้งหลายนอกจากนี้ยังพบทอรีนมากในเนื้อเยื่อ ของ
กล้ามเนื้อลาย และหัวใจ 
3. ทอรีนยังช่วยการทำงานของตับและตับอ่อนโดยการสร้าง Taurocholate ซึ่งจะไปช่วยทำให้ไขมันที่รับประทานเข้าไปแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ
สามารถถูกย่อยและเผาผลาญได้ง่ายขึ้นร่างกายของเราจึงสามารถนำพลังงานเหล่านั้นไปใช้เป็นกำลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้เร็วขึ้น 
4. พบว่าสามารถใช้เทารีนในผู้ชายที่เป็นหมัน (Male Infertility) อันเนื่องจากSperm ไม่เคลื่อนที่หรือไม่มีกำลังเคลื่อนที่ซึ่งทอรีนจะ ช่วยให้สภาวะดัง
กล่าวดีขึ้นได้ 
ไกลโครเจน (Glycogen) เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย ที่สามารถนำไปใช้งานได้โดยตรงในทันทีเมื่อร่างกาย ต้องการกำลังงานหรือ
อ่อนเพลียEssential Minerals เช่น สังกะสี(Zinc) ซึ่งเป็น ส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศชายชื่อ Testosterone ที่เป็นฮอร์โมน สำคัญตัวหนึ่งในการ
สร้างให้เกิดความต้องการทางเพศของผู้ชายธาตุเหล็ก (Iron) ทองแดง(Copper) ไอโอดีน (Iodine) ซีลีเนียม (Selenium) ที่เป็นสารAntioxident
ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย พร้อมทั้งยังสามารถกระตุ้นความต้องการ ทางเพศได้ด้วย 
การรับประทานหอยนางรมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
1.การรับประทานหอยนางรมสดๆจะมีอันตรายเพราะมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ และพยาธิที่ก่อให้เกิดโรคติดตามมามากมาย หรือหอยที่ผ่านการ
ปรุงรสก็อาจจะไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วน เพราะสารอาหารเหล่านั้น จะถูกความร้อนที่ใช้ในการปรุงอาหารทำลายไปแล้ว 
2.ทางออกที่ปลอดภัยและได้รับสารอาหารจากหอยนางรมครบถ้วนคือ การเลือกทานอาหารเสริมที่สกัดเอาคุณประโยชน์จากหอยนางรม
ได้อย่างครบถ้วนในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกายและปราศจากผลข้างเคียง 
จะเห็นได้ว่าการทานสารสกัดจากหอยนางรมนั้น มีประโยชน์สำหรับเพศชายเป็นอย่างมาก คุณผู้ชายทุกคนไม่ควรละเลย
เรื่องสุขภาพ เพื่อตัวคุณเอง และคนที่คุณรัก
สถาบันหัวใจและปอดแห่งชาติของแคนาดา ระบุว่า หอยนางรม อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร คือเป็นแหล่งของวิตามินเอ บีหนึ่ง (ไทอามิน)บีสอง
(ไรโบฟลาวิน)บีสาม (ไนอาซิน)ซี (กรมแอสคอร์บิค) และดี (แคลซิฟีรอล) การบริโภคหอยนางรมตัวที่มีขนาดกลาง 4-5 ตัว ช่วยให้ร่างกายได้รับ
แร่ธาตุประเภท แร่เหล็ก คอปเปอร์ ไอโอดีน แมกนีเซียม แคลเซียม ซิงค์ แมงกานีส และฟอสฟอรัส อย่างไรก็ตาม อาหารดิบ อาจมีแบคทีเรีย
ผู้ที่ป่วยด้วยโรคตับ มะเร็ง โรคระบบภูมิ คุ้มกัน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานหอยนางรมสด


Copyright 2009 MajicIrisOnline.com All rights reserved

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

กล้วยไม้











ประวัติกล้วยไม้

กล้วยไม้เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์ Orchidaceae เป็นไม้ตัดดอกยอดนิยม เนื่องจากมีลักษณะดอกและสีสันลวดลายสวยงาม เป็นไม้ตัดดอกที่มีอายุการใช้งานได้นาน กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย เพราะเป็นไม้ส่งออกขายต่างประเทศทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท มีการปลูกเลี้ยงอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผสมเกสร เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เลี้ยงลูกกล้วยไม้ เลี้ยงต้นกล้วยไม้จนกระทั่งให้ดอก ตัดดอกบรรจุหีบห่อและส่งออกเองอกเอง
กล้วยไม้แหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าที่สำคัญของโลกมี 2 แหล่งใหญ่ๆ ด้วยกันคือ ลาตินอเมริกา กับเอเชียแปซิฟิค สำหรับในลาตินอเมริกาเป็นอาณาบริเวณอเมริกากลางติดต่อกับเขตเหนือของอเมริกาใต้ ส่วนแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จากการค้นพบประเทศไทยมีพันธุ์กล้วยไม้ป่าเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการเจริญงอกงามของกล้วยไม้มาก และกล้วยไม้ป่าที่ในพบในภูมิภาคแถบนี้มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แตกต่างจากกล้วยไม้ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทย

จากการสำรวจในอดีตพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกล้วยไม้อยู่ในป่าธรรมขาติไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ทั้งประเภทที่พบอยู่บนต้นไม้ บนพื้นผิวของภูเขาและบนพื้นดิน สรุปได้ว่าสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของประเทศไทยเอื้ออำนวยแก่การเจริญงอกงามของกล้วยไม้เป็นอย่างมาก ในอดีตชาวชนบทของไทย โดยเฉพาะในแหล่งที่เคยมีกล้วยไม้ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้นำกล้วยไม้ป่ามาปลูกเลี้ยงโดยเลียนแบบธรรมชาติ โดยนำกล้วยไม้มาปลูกไว้กับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆ บ้านเรือน การเลี้ยงกล้วยไม้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกเลี้ยงอย่างจริงจังโดยชาวตะวันตกผู้หนึ่ง ที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เห็นว่าสภาพแวดล้อมของประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จึงได้สร้างเรือนกล้วยไม้อย่างง่ายๆ และนำเอากล้วยไม้ป่าจากเขตร้อนของอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดกล้วยไม้ป่าแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากกล้วยไม้ในเอเชียและเอเชียแปซิฟิค โดยนำมาปลูกเลี้ยงเป็นงานอดิเรกในขณะเดียวกันก็มีเจ้านายชั้นสูงและบรรดาข้าราชการที่ใกล้ชิด ให้ความสนใจเลี้ยงกล้วยไม้เป็นงานอดิเรกเช่นกัน นอกจากนั้นก็ยังมีกลุ่มบุคคลสูงอายุซึ่งเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขทางใจ การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีเงินในยุคนั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงที่นิยมกล้วยไม้พันธุ์ต่างประเทศ ส่วนกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของประเทศไทยจะนิยมและยกย่องเฉพาะพันธุ์ที่หายากและมีราคาแพง
กล้วยไม้หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในปี 2475 สภาพการเลี้ยงก็ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบเช่นเดิม แต่ผลงานเกี่ยวกับการผสมพันธุ์กล้วยไม้ในต่างประเทศเริ่มมีอิทธิพลกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องกับวงการกล้วยไม้ในประเทศไทยสนใจกล้วยไม้ลูกผสมมากขึ้น มีการสั่งกล้วยไม้ลูกผสมจากประเทศในทวีปยุโรป สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อนำเข้ามาปลูกเลี้ยงในประเทศไทย
การพัฒนาการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ เป็นไปอย่างจริงจัง เมื่อประมาณปี 2493 โดยได้มีการวิจัย นับตั้งแต่การรวบรวมปลูกในระดับพื้นฐาน ต่อมาในปี 2497 ได้เริ่มเปิดการฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้แก่ประชาชนผู้สนใจทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500 และในปีเดียวกันนี้ ได้เริ่มมีการนำเอาความรู้ในเรื่องกล้วยไม้และแนวความคิดในการพัฒนาวงการกล้วยไม้ออกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ และมีการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ทำให้วงการกล้วยไม้ของประเทศไทย ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีการจัดตั้งสมาคมและสโมสรเกี่ยวกับกล้วยไม้ขึ้นในภาคและจังหวัดต่างๆ
ในปี 2501 ได้มีการเปิดการสอนวิชากล้วยไม้ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรก เพื่อผลิตนักวิชาการและพัฒนางานวิจัยกล้วยไม้ของประเทศ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้จำกัดอยู่ภายในวงแคบอีกต่อไป จากการส่งเสริมดังกล่าว ทำให้มีการนำเข้ากล้วยไม้ลูกผสมจากต่างประเทศ เช่น จากฮาวายและสิงคโปร์จำนวนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความรู้หันมารวบรวมพันธุ์ผสมและเพาะพันธุ์จากพ่อแม่พันธุ์ในประเทศ ทั้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากป่า และลูกผสมที่สั่งเข้ามาแล้วในอดีต
ปี 2506 วงการกล้วยไม้ของไทยได้เริ่มมีแผนในการขยายข่ายงานออกไปประสานกับวงการกล้วยไม้สากล เพื่อยกระดับวงการกล้วยไม้ในประเทศให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ
ปี 2509 เริ่มการทำสวนกล้วยไม้ตัดดอกอย่างจริงจัง เมื่อไทยเริ่มส่งออกกล้วยไม้ไปสู่ตลาดต่างประเทศในยุโรปตะวันตก เช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี ต่อมาจึงขยายตลาดไปสู่ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา และบางรัฐของสหรัฐอเมริกา
    

Copyright © 1999-2010 Panmai.Com, All rights reserved.Thailand Web Stat